ตอน 2 ว่าด้วยเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
ก่อนเข้าเรื่องมาดูเกณฑ์พิจารณาว่า กิจการจะจดเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่มดีหรือไม่
- ต้องการออกใบกำกับภาษีให้กับลูกค้าหรือไม่ หรือลูกค้าต้องการใบกำกับภาษีจากเรา ดังนั้นเราต้องจด ภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าเรารายได้ไม่ถึง 1,800.000 บาท / ปี ก็ตาม (ไม่จดไม่มีสิทธิ์)
- มีรายได้ถึง 1,800,000 บาทต่อปีหรือไม่ ถ้าถึงก็ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
- พิจารณาว่ากิจการของเราได้รับการยกเว้นไม่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ เช่น กิจการขนส่ง นอกจากที่กล่าวมาแล้วบุคคลธรรมดาที่รับงานส่วนตัวและให้บริษัทหรือนิติบุคคล หักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นค่าจ้าง ค่าบริการ ถ้าหากรายได้เกิน 1,800,000 บาท ต่อปี ก็ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกัน เรื่องนี้ต้องระวังเพราะถูกภาษีย้อนหลังกันเยอะ เพราะส่วนใหญ่มักจะไม่ทราบว่า ในนามบุคคลธรรมดาต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย
ระบบภาษีในประเทศไทย เป็นระบบที่ทางการ ยืมมือ กรณี ภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการเป็นผู้ประกอบการที่เป็นผู้ขายและอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม จะต้องบวก ภาษีขาย (VAT ขาย) เพิ่มจากยอดขายหรือบริการที่เก็บได้จากลูกค้า เมื่อเก็บภาษีแทนกรมสรรพากรเสร็จ ผู้ประกอบการก็มีหน้าที่ต้องนำ ภาษีขาย ส่งให้กรมสรรพากรก่อนวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (กรอกฟอร์มนำส่ง ที่เรียกว่า ภ.พ.30 หรือ แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม)
ส่วนในกรณีที่ผู้ขายกลับกลายมาเป็นผู้ซื้อ ผู้ประกอบการก็จะโดนกระทำในลักษณะเดียวกัน คือ ผู้ประกอบการจะต้องจ่าย ภาษีซื้อ ( VAT ซื้อ) ให้กับผู้ขาย นอกเหนือจากราคาสินค้าหรือค่าบริการที่ถูกเก็บภาษีไป ผู้ประกอบการจะสามารถนำภาษีซื้อ มาหักจาก ภาษีขาย เพื่อนำ ภาษีมูลค่าเพิ่มสุทธิ ส่งให้แก่กรมสรรพากรหรือเรียกคืนจากกรมสรรพากรก่อนวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
การคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม
ภาษีมูลค่าเพิ่ม = ภาษีขาย – ภาษีซื้อ
ส่วนต่างที่เกิดขึ้นแสดงผลดังนี้
ภาษีขาย > ภาษีซื้อ = ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระ
ภาษีขาย < ภาษีซื้อ = ภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีสิทธิ์ได้รับคืน หรือเครดิตภาษี (ยกไปเดือนถัดๆ ไป)
ตัวอย่างกรอกแบบฟอร์ม กรณี ภาษีขาย มากกว่า ภาษีซื้อ
ตัวอย่างกรอกแบบฟอร์ม กรณี ภาษีขาย น้อยกว่า ภาษีซื้อ
ตัวอย่างกรอกแบบฟอร์ม กรณี ภาษีขาย เท่ากับ ภาษีซื้อ
วิธีคิด ถ้าอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7
กิจการขายสินค้าเป็นเงินสด 1,000 บาท ต้องคิดเงินจากลูกค้า จำนวน 1,070 บาท (1,000 x 7%) เงินจำนวน 70 บาทที่เกินมานี้ คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ “VAT ขาย”
กิจการซื้อสินค้า ต้องโดนบังคับโดยอัตโนมัติให้จ่าย ภาษีซื้อ แก่คนขาย ดังนั้น ถ้ากิจการซื้อสินค้าจำนวน 1,000 บาท กิจการต้องจ่าย 1,070 บาท เงินจำนวน 70 บาท ที่เกินมานี้ คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ “VAT ซื้อ”
ดังนั้นถ้า สินค้าจำนวน 1,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราอยู่ที่ 7% กิจการต้องจ่ายเงินทั้งสิ้น 1,070 บาท เงินจำนวน 1,000 บาทถือเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการ ส่วนเงินอีก 70 บาท ถือเป็น “ภาษีซื้อ” ที่กิจการสามารถนำมาหักจาก “ภาษีขาย” ในแบบ ภ.พ.30 ก่อนที่จะนำส่งกรมสรรพากร (ภาษีขายและภาษีซื้อที่นำมาหัก ต้องเป็นภาษีที่เกิดในเดือนเดียวกัน)
วิธีคำนวณ นำ “ภาษีขาย” จำนวน 70 บาท มาหักจาก “ภาษีซื้อ” จำนวน 70 บาท ยอดสุทธิที่ได้จะเท่ากับศูนย์ ซึ่งหมายความว่า กิจการไม่จำเป็นต้องนำไปจ่ายให้กับกรมสรรพากร แต่กิจการต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ให้ทันวันที่ 15 ของเดือนถัดไป โดยกรอกแบบฟอร์มให้เรียบร้อย
กรณีที่ ถ้ากิจการบังเอิญมีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย กิจการสามารถขอภาษีซื้อส่วนที่เกินจากภาษีขายคืนจากกรมสรรพากรได้ แต่ขอแนะนำว่า ควรยกยอดไปหักจากภาษีขายในเดือนถัดไป
กรณีที่ ถ้ากิจการมีภาษีซื้อน้อยกว่าภาษีขาย แต่กิจการนำใบกำกับภาษีซื้อมาหักจากภาษีขายในเดือนที่ต้องมาคำนวณ กิจการสามารถนำภาษีซื้อที่ลืมนั้น นำมาหักจากภาษีขายได้ภายในระยะเวลา 6 เดือน นับจากเดือนที่ระบุในใบกำกับภาษี พร้อมทั้งอธิบายเหตุผล
กรณีที่ กิจการลืมนำภาษีขาย มาคำนวณ เพื่อยื่น ภ.พ.30 กิจการต้องยื่นเพิ่มเติมในเดือนถัดไป พร้อมเสียค่าปรับร้อยละ 0.50 คูณด้วยจำนวนเดือน กรณีนี้ควบคุมได้โดยการจัดเก็บเอกสารอย่างมีระเบียบและมีการบันทึกและก่อนยื่นภาษี ภ.พ.30 ก็ตรวจสอบความถูกต้องก่อนให้แน่ใจ เป็นกำลังใจให้นะคะ


